• เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร

  1. แผ่นพื้นไม้จริง (Solid Wood Floors)

    เมื่อพูดถึงไม้จริงเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น (Solid Wood) เราจะต้องนึกถึงการตัดต้นไม้มาเป็นท่อนๆ ซึ่งเรียกว่า ไม้ซุง (Log) จากนั้นนำมาแปรรูปโดยการเลื่อยและตัดซอยให้เป็นแผ่นตามขนาดต่าง ๆ ซึ่งผลผลิตที่ได้ในขั้นตอนนี้เรียกว่า ไม้แปรรูป (Timber, Lumber)

    การนำเอาไม้แปรรูปแต่ละแผ่นมาไสเรียบสี่ด้าน หรือขึ้นรูปโดยการเซาะร่อง ทำลิ้น ทำเป็นบังใบ ผลผลิตที่ได้ในขั้นตอนนี้เรียกว่า ไม้พื้น (Wood Flooring) หรือ ไม้ฝาผนังหรือไม้ฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นการเรียกตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานนั่นเอง โดยมากไม้พื้นมักจะขึ้นรูปให้ด้านข้างมีลักษณะเป็นลิ้น (Tongue) และร่องลิ้น (Groove) ที่ด้านความหนาที่อยู่คนละด้านตรงข้ามกัน โดยปกติเราเรียกไม้พื้นที่ขึ้นรูปลักษณะนี้ว่า ไม้พื้นรางลิ้น (T&G) ไม้พื้นที่มีขนาดต่างกันก็จะถูกเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งพอจะสรุปแยกออกได้ดังต่อไปนี้

    แผ่นพื้นไม้ ที่มีขนาดความกว้างประมาณ 1½” – 4” และความยาวไม่เกิน 18” เรามักจะเรียกว่า ไม้ปาร์เก้ (Parquet)

    แผ่นพื้นไม้ ที่มีขนาดความกว้างตั้งแต่ 4” ขึ้นไป และมีความยาวเกิน 18” ขึ้นไปมักจะเรียกว่า ไม้พื้น หรือไม้พื้นรางลิ้น (Solid wood Floors)

    และการนำเอาเศษไม้ขนาดเล็ก ๆ โดยแต่ละชิ้นไสเรียบทั้งด้าน(ไม่มีทั้งลิ้นและร่องลิ้น) หนาประมาณ 6 มม. ยาวประมาณ 6 นิ้ว กว้างประมาณ 1นิ้ว จำนวน 6 ชิ้นโดยประมาณมาเรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และนำแต่ละสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้มาวางขวางสลับแนวกันเป็นแผ่นให้ได้ขนาด12 นิ้ว x12 นิ้ว เรียงประกอบติดกันบนกระดาษกาวนั้น เรามักจะเรียกว่า โมเสด (Mosaic) ดังนั้นโมเสดนี้จึงถือว่าเป็นไม้พื้นที่เป็นผลิตภัณฑ์จากไม้จริงหรือไม้แปรรูปขนาดชิ้นเล็กที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ได้เลิกผลิตไปจนเกือบหมดแล้ว เนื่องจากต้นทุนแรงงานและค่าการผลิตไม่คุ้มกับราคาขาย

  2. แผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors)

    หลักการและเหตุผลโดยทั่วไป ของแผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) คือการนำไม้บางแต่ละชั้นมาวางซ้อนทับสลับแนวเสี้ยนไม้กัน เหตุผลก็เนื่องจาก โดยธรรมชาติไม้จะหดขยายตัวตามแนวขวางของเสี้ยนไม้ และแทบจะไม่หดขยายตัวตามแนวยาวของเสี้ยนไม้ ดังนั้นการวางซ้อนทับสลับแนวเสี้ยนไม้กันและประสานยึดติดกันด้วยกาว จะมีลักษณะแนวเสี้ยนไม้โดยรวมยึดติดกันเป็นแนวตาข่าย ทำให้ลดอัตราการหดขยายตัวของแผ่นไม้ลงได้มาก

    แผ่นพื้นไม้จริงสลับชั้นกันที่ความหนาขนาดหนึ่ง หากมีจำนวนชั้นที่สลับแนวเสี้ยนกันมากขึ้น ย่อมมีอัตราการหดขยายตัวที่ต่ำกว่าจำนวนชั้นที่น้อยกว่า ทั้งนี้เนื่องจาก การอบไม้แต่ละชั้นก่อนนำมาประสานติดกันด้วยกาว ไม้ที่บางกว่าย่อมอบได้ประสิทธิผลมากกว่าไม้หนา และจำนวนชั้นที่วางซ้อนทับสลับแนวเสี้ยนไม้มากชั้น ย่อมประสานยึดเหนี่ยวไม่ให้ขยายตัวได้ดีกว่า นับว่าเป็นข้อดีของพื้นไม้ชนิดนี้ การทำไม้อัดก็ใช้หลักการเช่นนี้

    เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ เพื่อลดต้นทุนและราคาขาย ทั้งยังเป็นการลดและประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในแต่ละชั้นอาจเป็นไม้ชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน ซึ่งส่วนมากมักต่างชนิดกันโดยชั้นผิวพื้นจะเป็นไม้ลวดลายสวยงามและราคาแพงกว่าชั้นล่าง คุณภาพของแผ่นพื้นไม้จริงสลับชั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลัก ความหนาบางของแต่ละชั้น คุณสมบัติของกาวที่นำมาใช้เป็นตัวยึดประสานระหว่างชั้น ตลอดจนกรรมวิธีในการผลิต เป็นสำคัญ

    เรายังแบ่งชนิดของแผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) ตามลักษณะโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้

    1. แผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) ชนิด 2-layers

      ลักษณะ ขนาดโดยทั่วไป หนา 10-14 ม.ม. กว้าง 85-200 ม.ม. ยาว 45-1200 ม.ม. ที่ขอบความหนาจะเห็นเป็นสองชั้น พอจะอธิบายลักษณะโครงสร้างได้ดังนี้

      • ไม้ชั้นผิวบน มักจะเป็นไม้ลวดลายสวยงามและราคาแพง อาจมีความหนาตั้งแต่ 0.3 ม.ม.-4 ม.ม. เป็นแผ่นไม้ชิ้นเดียว ที่มีความกว้าง ตั้งแต่ 4”- 8” มองดูลักษณะเป็นไม้พื้นรางลิ้น หรือเป็นหลายชิ้นที่มีความกว้าง 2”-3” โดยประมาณ ประสานต่อความกว้างและ/หรือความยาวกัน มองดูลักษณะเป็นไม้พื้นปาร์เก้
      • ไม้ชั้นล่าง อาจใช้ไม้จริงที่มีราคาถูกกว่ามาวางสลับลายเสี้ยนกับไม้ชั้นผิวบน หรือใช้ HDF ( Hight Density Fiber board), PB (Particle Board) หรือวัสดุอื่นใดซึ่งมักมีราคาถูกกว่า แต่โดยปกติมักใช้ไม้อัดชนิดพิเศษเป็นเกรดที่ใช้สำหรับทำไม้พื้นโดยเฉพาะ ความหนาของไม้ชั้นล่างขึ้นอยู่กับความหนาโดยรวมตามที่ต้องการ เช่น ไม้อัดขนาดความหนา 11 ม.ม. ปะทับด้วยไม้ชั้นผิวบน ความหนา 3 ม.ม. รวมเป็นความหนาของไม้พื้น 14 ม.ม. เป็นต้น

    2. แผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) ชนิด 3-layers

      ลักษณะ ขนาดโดยทั่วไป หนา 10-14 ม.ม. กว้าง 85-200 ม.ม. ยาว 45-1200 ม.ม.. ที่ขอบความหนาจะเห็นเป็นสามชั้น วางซ้อนทับสลับลายเสี้ยนกันแลยึดติดกันด้วยกาว พอจะอธิบายลักษณะโครงสร้างได้ดังนี้

      • ไม้ชั้นผิวบน มักจะเป็นไม้ลวดลายสวยงามและราคาแพง อาจมีความหนาตั้งแต่ 0.3 ม.ม.-4 ม.ม. เป็นแผ่นไม้ชิ้นเดียว ที่มีความกว้าง ตั้งแต่ 4”- 8” มองดูลักษณะเป็นไม้พื้นรางลิ้น หรือเป็นหลายชิ้นที่มีความกว้าง 2”-3” โดยประมาณ ประสานต่อความกว้างและ/หรือความยาวกัน มองดูลักษณะเป็นไม้พื้นปาร์เก้
      • ชั้นกลาง มักทำมาจากไม้ชิ้นเล็ก ๆ หนาประมาณ 8-9 ม.ม. กว้างประมาณ 20-40 มม. มาเรียงต่อด้านข้างกันให้ขวางไปตามแนวความยาวของแผ่นพื้น
      • ชั้นล่าง โดยมากมักใช้ไม้เนื้ออ่อนปอกเป็นแผ่นหนาประมาณ 2-3 ม.ม. ความกว้างและความยาวเท่ากับขนาดแผ่นไม้พื้นประกบซ้อนทับลงไปโดยใช้กาวเป็นตัวประสาน และเป็นการวางเรียงโดยให้แนวเสี้ยนไม้สลับขวางกับชั้นกลางเช่นกัน
    3. แผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) ชนิด Multi layers

      ลักษณะ เหมือนกับแผ่นพื้นไม้สลับชั้น (Engineered Floors) ชนิด 2-layers ที่ปะลงบนไม้อัด เพียงแต่ผิวบนจะบางกว่าเพื่อลดต้นทุนและราคาขายลงไปอีก ขนาดโดยทั่วไป หนา 10-14 ม.ม. กว้าง 85-200 ม.ม. ยาว 45-1200 ม.ม. ที่ขอบความหนาจะเห็นเป็นหลายชั้น พอจะอธิบายลักษณะโครงสร้างได้ดังนี้

      • ไม้ชั้นผิวบน มักจะเป็นไม้ลวดลายสวยงามและราคาแพง อาจมีความหนาตั้งแต่ 0.3 ม.ม.-1 ม.ม. เป็นแผ่นไม้ชิ้นเดียว ที่มีความกว้าง ตั้งแต่ 4”- 8” มองดูลักษณะเป็นไม้พื้นรางลิ้น
      • ไม้ชั้นล่าง โดยปกติมักใช้ไม้อัดชนิดพิเศษเป็นเกรดที่ใช้สำหรับทำไม้พื้นโดยเฉพาะ ความหนาของไม้ชั้นล่างขึ้นอยู่กับความหนาโดยรวมตามที่ต้องการ เช่น ไม้อัดขนาดความหนา 14 ม.ม. ปะทับด้วยไม้ชั้นผิวบน ความหนา 1 ม.ม. รวมเป็นความหนาของไม้พื้น 15 ม.ม. เป็นต้น
  3. แผ่นพื้นไม้จริงประสาน ( Solid wood Laminate Floor )
    1. ชนิดต่อตามความกว้างและความยาว (Solid Strip Plank)

      ลักษณะโดยทั่วไป เป็นการนำเอาแผ่นพื้นไม้จริงขนาดเล็ก ๆ มาประสานต่อตามความกว้างและความยาวให้ได้ขนาดตามต้องการ ขนาดของแผ่นพื้นไม้ประสาน โดยทั่วไปมีความหนารวม 14,15 ม.ม. ความกว้างรวม 180-210 ม.ม. และความยาวรวม โดยที่ 1 แผ่นพื้นจะมีไม้ชิ้นเล็กขนาดประมาณไม้ปาร์เก้ จำนวน 17-18 ชิ้นเรียงต่อกัน 3 แถว หรือ 24 ชิ้นเรียงต่อกัน 4 แถว ประสานต่อกันด้วยกาว เมื่อปูลงบนพื้น แล้วจะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับ การปูแผ่นพื้นไม้ปาร์เก้

      การติดตั้ง มักเป็นชนิดที่ทำสีสำเร็จจากโรงงานผู้ผลิต สามารถติดตั้งแบบปูลอย โดยมักขึ้นรูปให้มีลิ้นและร่องลิ้นประกบยึดติดกันระหว่างแผ่นด้วยกาว หรือขึ้นรูประบบรางลิ้นรางเดือย ( LumberLoc ) ปูทับลงบนโฟม โดยไม่ต้องใช้กาวและตะปู

    2. ชนิดต่อตามความยาวอย่างเดียว (Uni-Floors)

      ลักษณะ และกรรมวิธีการประสานเหมือนกับข้อ 3.1 เพียงแต่เป็นการต่อประสานกันเฉพาะเพื่อเพิ่มความยาวเท่านั้น โดยมากมักนำไม้ขนาดความกว้างประมาณ 100 ม.ม.ความยาวประมาณ 200-600 ม.ม. มาต่อกันด้วยกาวให้ได้ความยาว 1820 ม.ม. แล้วไสขึ้นรูปให้เป็นไม้พื้น

  4. พื้นลามิเนต ( Plastic Laminate Floor )

    ที่จริงควรเรียกว่า “พื้นพลาสติกลายไม้” จะถูกต้องและเหมาะสมกว่า เพราะมันไม่ใช่ไม้ คำว่าลามิเนตจะหมายถึงการปะติดกันมากกว่า แต่เพื่อเหตุผลในทางการค้า และโน้มน้าวให้เกิดความคิดในทางคุณค่าของไม้ ทำให้ดูมีราคา จึงใช้คำว่า “ไม้” นำหน้าคำว่า “พื้นลามิเนต” ดังนั้น เราควรมารู้จักส่วนประกอบเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

    ชั้นไส้กลาง มักทำมาจาก PB (PARTCLE BOARD), MDF (MIDIUM DENSITY FIBER BOARD), HDF (HIGHT DENSITY FIBER BOARD) ซึ่งเกิดจากการนำเอาเศษกิ่งไม้หรือไม้ปลูกโตเร็ว มาผ่านกรรมวิธีการบดสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ส่วนลำต้นมีราคาแพงกว่าจึงมักใช้ทำเป็นไม้แปรรูป) ผสมกาวหรือสารยึดเกาะแล้วอัดขึ้นรูปด้วยการกดอัดด้วยแรงดันสูง ทำเป็นแผ่นขนาด 4x8 ฟุต เพื่อทดแทนไม้ธรรมชาติ มีคุณสมบัติ ความหนาแน่น ประมาณไม้เนื้ออ่อนเช่นไม้สนฟินแลนด์ ไม้นุ่นไม้สะตอ เป็นต้น ดูดซับความชื้นได้มากและเร็วกว่าไม้ จึงความทนทานต่อความชื้นต่ำกว่าไม้ อัตราการยืดหดขยายตัวสูงกว่า โดยสรุปจึงความคงทนถาวรต่อสภาพภูมิอากาศหรืออายุการใช้งานต่ำกว่าไม้มาก

    ผิวล่าง โดยมากมักปิดผิวด้วยพลาสติกหรือกระดาษ เพื่อป้องกันความชื้นจากผิวล่างที่สัมผัสพื้น และทำหน้าที่เป็นตัวสร้างแรงสมดุลจากการดึงที่ผิวบน (Balancing)

    ผิวบน ปิดผิวด้วยพลาสติกหรือกระดาษพิมพ์ลายไม้ลงไป เพื่อให้มองดูเหมือนไม้จริงและมีการปิดหรือเคลือบผิวด้วยวัสดุใสทับลายไม้เพื่อป้องการขีดข่วน และลายไม้หลุดลอก ซึ่งการพิมพ์ลายไม้ในทางอุตสาหกรรมต้องมีความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องพิมพ์แบบลายออกมาเป็นลายซ้ำ ๆ กันทุก 6 แผ่น แต่ละแผ่นกว้าง 8 นิ้ว (6 แผ่นกว้างเท่ากับ 48 นิ้ว เท่ากับความกว้างเริ่มต้นของแผ่นวัสดุที่ทำเป็นไส้กลางและกระดาษพิมพ์ลายก่อนตัดแบ่ง) ดังนั้น หากนำมาปูต่อกันหลาย ๆ แผ่น จะเกิดความรู้สึกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ขาดคุณค่า ขาดความนุ่มนวลตามธรรมชาติ จนรู้สึกเหมือนเป็นภาพลวงตา แตกต่างจากไม้จริงซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะมีลายของเสี้ยนไม้ไม่ซ้ำกันเลยแม้แผ่นเดียว

  5. อื่นๆ เช่น ไม้ฝาผนังบ้านหลาย ๆ ชนิด ที่ไม่ใช่ไม้

    บางทีอาจเป็นยิบซั่มหล่อลายไม้ พลาสติกหล่อลายไม้ หรือการปิดผิวพลาสติกลายไม้ลงบนวัสดุอื่นๆเช่น ปิดลงบน Aluminum เป็นต้น สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ไม้จริงโปรดพิจารณาให้รอบคอบ